Showing posts with label aircraft. Show all posts
Showing posts with label aircraft. Show all posts

Wednesday, June 26, 2013

บทความเรื่องเครื่องบิน - Airbus A300 เครื่องบินลำตัวกว้างลำแรกของโลก!

บทความเรื่องเครื่องบิน - Airbus A300 เครื่องบินลำตัวกว้างลำแรกของโลก!


หลังจากได้ลุยรุ่นใหญ่ของ Boeing มาแล้ว 2 รุ่น คราวนี้ได้เวลาของ Airbus บ้างครับ ขอเริ่มจากรุ่นแรกของ Airbus เลยล่ะกัน

Airbus A300 เป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้าง 2 เครื่องยนต์ลำแรกของโลก ได้เริ่มขึ้นบินครั้งแรกในปี 1972 โดยมีพิสัยการบินสูงสุด 7,540 กิโลเมตรและบรรทุกผู้โดยสารได้ 266 ที่นั่ง (ในการจัดที่นั่งแบบสองคลาส)

การพัฒนาเครื่อง A300 ได้เริ่มขึ้นในปี 1967 จากการตกลงกันระหว่างรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในการสร้างเครื่องบินขนาด 300 ที่นั่ง และได้มีการจัดตั้งบริษัท Airbus Industrie อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัท Aerospatiale ของฝรั่งเศสและ Deutsche Aerospace ของเยอรมันในปี 1970 โดยมีบริษัท CASA ของสเปนเข้าร่วมด้วยในปี 1971

การพัฒนาและประกอบเครื่อง A300 นั้น ใช้ระบบ Just-in-time โดยใช้ชิ้นส่วนต่างๆจากบริษัทคู่ค้าจากหลากหลายประเทศในยุโรป โดยโรงงานประกอบนั้นตั้งอยู่ที่เมือง Toulouse ของฝรั่งเศส ส่วนระบบต่างๆของเครื่องนั้นได้รับการพัฒนาต่อมาจากเครื่อง Concorde

ในปี 1972 เครื่อง A300 ได้บินขึ้นเป็นครั้งแรก โดยรุ่นแรกนั้นได้ชื่อรุ่นว่า A300B2 และได้เริ่มบินเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี 1974 กับสายการบิน Air France จากกรุงปารีสไปลอนดอน ส่วนรุ่นถัดมา A300B4 ก็ได้เริ่มบินในปีเดียวกัน

ในช่วงปีแรกๆที่เข้าประจำการ เครื่อง A300 ทำยอดขายได้ไม่ดีนัก เนื่องจากข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งจำนวนผู้โดยสารที่ไม่เพียงพอในการทำการบิน เนื่องจากเที่ยวบินระยะสั้นมักจะใช้เป็นเครื่องขนาดเล็กซะมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในปี 1974 สายการบิน Korean Air ได้สั่งซื้อเครื่อง A300 จำนวน 4 ลำ โดยเป็นสายการบินต่างชาตินอกทวีปยุโรปเจ้าแรกที่สั่งซื้อ หลังจากนั้นไม่นาน สายการบินต่างๆในเอเชียก็ได้เริ่มสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้เช่นเดียวกัน ทั้ง JAS, China Eastern, Singapore Airlines, Malaysia Airlines, Philippine Airlines, Garuda Indonesia และการบินไทยเอง เนื่องจากประเทศในเอเชียไม่มีข้อจำกัด ETOPS เหมือนกับสหรัฐอเมริกา (ข้อจำกัด ETOPS คือข้อห้ามสำหรับเครื่องบิน 2 เครื่องยนต์ทำการบินเกิน 60 นาทีในเหตุฉุกเฉิน)

ในปี 1977 ทาง Eastern Airlines ได้เป็นสายการบินแรกในสหรัฐที่สั่งซื้อเครื่อง A300 มาใช้เป็นจำนวน 23 ลำ เครื่อง A300 เองใช้น้ำมันน้อยกว่า Lockheed L-1011 ถึง 30% ทางสายการบิน Pan Am เองก็ได้สั่งเครื่อง A300 มาใช้เช่นกัน และในปีเดียวกัน เครื่อง A300B4 ได้รับการรับรอง ETOPS ลำแรก เพราะความสามารถและเสถียรภาพในการทำงาน ในปี 1981 เครื่อง A300 ก็ได้ทำยอดขายไปมากกว่า 300 ลำ

ในปี 1983 Airbus ได้พัฒนาเครื่องบิน A300 เพิ่มเติม โดยเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่และพัฒนาระบบควบคุมการบิน ได้ชื่อรุ่นว่า A300-600 และได้พัฒนารุ่นสั้นลง ได้ชื่อรุ่นว่า A310

ในปี 2006 ทาง Airbus ได้ตัดสินใจปิดการผลิตเครื่อง A300 และ A310 เนื่องจากการพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่อย่าง A330 ที่ใช้ระบบ fly-by-wire และใช้ระบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ โดยเครื่อง A300 นั้นได้ผลิตไปทั้งหมด 561 ลำ

ในปัจจุบัน เครื่อง A300 กำลังจะถูกทดแทนด้วยเครื่อง A330 โดยยังมีการใช้งานอยู่ประมาณ 200 กว่าลำทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องขนส่งสินค้าทางอากาศ สายการบินที่ใช้ A300 เป็นหลักได้แก่ FedEx (71 ลำ), UPS (53 ลำ), Mahan Air (19 ลำ), European Air Transport (6 ลำ) และการบินไทย (6 ลำ)


เครื่อง A300 ลำแรกของโลก


เครื่อง A300B2 ของ Air France


เครื่อง A300B4 ของ Garuda Indonesia


เครื่อง A300-600 ของการบินไทย


บทความเรื่องเครื่องบิน - Boeing 747

เอาล่ะครับ เล่าเรื่องของ B777 ไปแล้ว ขอต่อด้วย 747 เลยล่ะกัน

ในอดีต ถ้าพูดถึงเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็คงหนีไม่พ้นเจ้า Boeing 747 Jumbo Jet เป็นแน่แท้ ซึ่งเจ้า 747 นี้ยังเป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้างรุ่นแรกของโลกด้วย โดยเริ่มบินในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 1970 สามารถทำการบินได้ไกลถึง 13,450 กิโลเมตรและบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 660 คน (ในการจัดที่นั่งแบบชั้นประหยัดทั้งหมด

เครื่อง 747 ได้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 60 โดยในช่วงนั้น การโดยสารทางอากาศเริ่มเป็นที่นิยม ทางสายการบิน Pan Am ซึ่งเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ได้ขอให้ Boeing พัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากเครื่อง Boeing 707 เดิมนั้นมีขนาดไม่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งเพื่อที่ได้แก้ปัญหาหารจราจรที่แออัดในสนามบินจากปริมาณเครื่องบินขนาดเล็กจำนวนมาก

ในปี 1966 ในช่วงที่เครื่อง 747 ยังอยู่ในช่วงการพัฒนา ทางสายการบิน Pan Am ได้สั่งซื้อเครื่อง 747 ล่วงหน้าเป็นจำนวนทั้งหมด 25 ลำ ซึ่งในยุคนั้น ไม่มีเครื่องยนต์ใดที่สามารถให้พลังขับเคลื่อนกับเครื่องบินขนาดมหึมาได้ ทาง Boeing และ Pan Am จึงได้ติดต่อกับ Pratt & Whitney และตกลงที่จะพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ร่วมกัน โดยมีชื่อรุ่นว่า JT9D

เครื่อง 747 เป็นเครื่องบินลำแรกที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย ทั้งการออกแบบปีกใหม่ โครงสร้างที่เสริมเป็นพิเศษ และระบบสำรองต่างๆสำหรับเหตุฉุกเฉิน เพราะขนาดของเครื่องบินที่ใหญ่มาก ทำให้ Boeing ต้องสร้างโรงงานใหม่ที่เมือง Everett มลรัฐ Washington ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารที่มีขนาดความจุใหญ่ที่สุดในโลก การพัฒนาเครื่อง 747 นั้นได้ใช้เงินลงทุนไปเป็นจำนวนมากกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่ Boeing เคยทำมา

ในปี 1968 เครื่องบิน 747 ลำแรกก็ได้ถูกเปิดเผยสู่สายตาของชาวโลก และได้ทำการบินเป็นครั้งแรกในปี 1969 รวมทั้งได้รับการรับรองและได้ถูกนำไปแสดงที่ Paris Air Show อีกด้วย ในปี 1970 เครื่อง 747 ได้เข้าประจำการและขึ้นบินเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกกับสายการบิน Pan Am จากกรุงนิวยอร์คไปลอนดอน

หลังจากที่เครื่อง 747 รุ่นแรก (747-100) ได้เข้าประจำการ ทาง Boeing ก็ได้พัฒนาเครื่อง 747 เพิ่มเติม ในตระกูล -100 ก็มี -100B ซึ่งเพิ่มความสามารถในการบรรทุกมากขึ้น และ -100SR ซึ่งเป็นรุ่นพิสัยใกล้

ในปี 1971 ก็ได้มีการเปิดตัวรุ่น 747-200 ซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกที่สูงขึ้นและบินได้ไกลขึ้น ตามด้วย 747SP ในปี 1976 โดยรุ่น SP เป็นเครื่องที่ถูกลดขนาดลง แต่เพิ่มพิสัยการบิน โดยเป็นเครื่องบินที่สามารถบินได้ไกลที่สุดในยุคนั้น และในปี 1980 ก็ได้เปิดตัวรุ่น 747-300 ซึ่งเพิ่มจำนวนที่นั่งเพิ่มเติม

ในช่วงทศวรรษที่ 80 เครื่อง 747 ได้ถูกคู่แข่งอย่าง Airbus A300, McDonnell Douglas DC-10 และ Lockheed L-1011 แย่งส่วนแบ่งตลาด เนื่องจากขนาดที่ใหญ่ ระบบที่เริ่มล้าสมัย รวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าเครื่อง 747 จะสามารถทำยอดขายได้ถึงเกือบ 700 ลำ แต่ยอดขายในช่วงหลังๆกลับลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ Boeing จำเป็นต้องพัฒนา 747 ใหม่

ในปี 1984 ทาง Boeing ได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาระบบต่างๆของเครื่อง 747 ใหม่ ทั้งการนำเครื่องยนต์ใหม่มาใช้ เพิ่มระยะพิสัยการบิน รวมทั้งการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมด โดยเรียกชื่อรุ่นว่า 747-400 ในปี 1985 ทางสายการบิน Northwest Airlines ได้สั่งจองเครื่อง 747-400 จำนวน 10 ลำ ตามด้วยสายการบินอื่นๆ ทั้ง Cathay Pacific, KLM, Lufthansa, Singapore Airlines, British Airways, United Airlines, Air France และ Japan Airlines

ในปี 1988 เครื่อง 747-400 ลำแรกได้ทำการบินเป็นครั้งแรก และได้รับการรับรองในปีเดียวกัน รวมทั้งมียอดจองมากกว่า 100 ลำ ในปี 1989 เครื่อง 747-400 ก็ได้เข้าประจำการกับ Northwest Airlines และเริ่มบินเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก จากเมือง Minneapolis ไป Phoenix ในปีเดียวกันเอง Singapore Airlines ก็ได้ทำการบินเครื่อง 747-400 ข้ามแดนจากสิงคโปร์ไปกรุงลอนดอน

ในปี 2007 เครื่อง 747 ก็ได้ถูกเครื่องบินคู่แข่งอย่าง Airbus A380 แซงหน้าเป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าจะโดนผลกระทบทางด้านนี้ แต่ Boeing ก็ยังตัดสินใจที่จะพัฒนา 747 ต่อ และได้เปิดตัวรุ่น 747-8 ไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในปัจจุบัน เครื่อง 747 ได้ถูกผลิตไปแล้วมากกว่า 1,400 ลำ โดยมีรุ่น 747-400 และ 747-8 เป็นรุ่นหลักที่ยังบินในเชิงพาณิชย์อยู่ โดยสายการบินที่ใช้ 747 มากที่สุดได้แก่ British Airways (55 ลำ), United Airlines (24 ลำ), Lufthansa และ KLM (อย่างละ 22 ลำ)


เครื่อง Boeing 747 ลำแรกของโลก


เครื่อง 747-100 ของสายการบิน Pan Am


เครื่อง 747-400 ของ Lufthansa


เครื่อง 747-8 ของ Lufthansa

บทความเรื่องเครื่องบิน - Boeing 777

งั้นก็เข้าเรื่องแรกกันเลยนะครับ! เรื่องของเครื่องบิน Boeing 777



Boeing 777 เป็นเครื่องบิน 2 เครื่องยนต์แบบลำตัวกว้าง โดยในปัจจุบันเป็นเครื่องบินแบบ 2 เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพิสัยการบินไกลสูงสุดถึง 17,370 กิโลเมตร และสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึง 440 ที่นั่ง (โดยจัดที่นั่งแบบ 3 คลาส)

เครื่อง 777 ได้ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1988 จากความต้องการของสายการบินต่างๆทีเตรียมจะปลดเครื่องบินรุ่นเก่าอย่าง McDonnell Douglas DC-10 และ Lockheed L-1011 TriStar ออก รวมทั้งเป็นการเติมเต็มความต้องการของสายการบินที่มีช่องว่างของตลาดเครื่องบิน 767-300ER และ 747-400 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในช่วงนั้น โดยทาง Boeing ซึ่งเป็นผู้ผลิต ได้เชิญ 8 สายการบินใหญ่ ได้แก่ - ANA, American Airlines, British Airways, Cathay Pacific, Delta Airlines, Japan Airlines, Qantas และ United Airlines มาประชุมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่อง 777 ด้วย เครื่อง 777 ยังเป็นเครื่องบินรุ่นแรกที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาผ่านโปรแกรม CAD ที่มีชื่อว่า CATIA จากบริษัท Dassault Systems และ IBM ทำให้ผู้ผลิตสามารถทดสอบและจำลองการทำงานจริงของเครื่องบินได้ โดยไม่ต้องสร้างตัวต้นแบบ ทาง Boeing ได้ลงทุนในการพัฒนาเครื่อง 777 ด้วยจำนวนเงินมากกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 1990 ทาง United Airlines ได้ทำการจัดซื้อเครื่อง 777 เป็นเจ้าแรกของโลก โดยสั่งซื้อไปถึง 34 ลำเพื่อทดแทนเครื่อง DC-10 ที่ประจำอยู่ในฝูงบิน ทาง Boeing ได้เริ่มกระบวนการผลิตในปี 1993 โดยมียอดจองเครื่องมากถึง 118 ลำ และได้ทำการนำเครื่องขึ้นบินครั้งแรกในปี 1994 โดยทำการทดสอบหนักทั้งหมดจำนวน 9 ลำ ในปี 1995 เครื่อง 777 ก็ได้รับการรับรองจากองค์การการบินของสหรัฐ (FAA) และสหภาพยุโรป (EASA)

เครื่อง 777 ได้ทำการบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในวันที่ 7 มิถุนายน 1995 จากกรุงลอนดอนไปยังวอชิงตัน ดีซี โดยสายการบิน United Airlines ซึ่งเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นของ Pratt & Whitney รุ่น PW4084 นอกจากนี้ เครื่อง 777 ที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น General Electric GE90-77B ก็ได้ทำการบินกับสายการบิน British Airways ในปีเดียวกัน ส่วนเครื่อง 777 ที่ใช้เครื่องยนต์ Rolls-Royce Trent 877 ได้เข้าประจำการกับการบินไทยในปี 1996

ในปี 1997 เครื่อง 777 ได้ถูกสั่งซื้อไปมากกว่า 323 ลำ เป็นผลพวงมาจากความสามารถของเครื่องที่สามารถทำการบินเหนือทะเลระยะทางไกลได้ รวมทั้งเสถียรภาพที่สูงถึง 99.96%

หลังจากที่เครื่อง 777 รุ่นแรก (777-200) ได้เข้าสู่การบินเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว ทาง Boeing ก็ได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาเครื่องรุ่นนี้ต่อ เพื่อเสริมความสามารถและพิสัยการบินที่สูงขึ้น โดยมีชื่อรุ่นว่า 777-200ER (โดย ER หรือ Extended Range หมายถึงพิสัยการบินที่สูงขึ้น) และได้รับการรับรองในปี 1997

หลังจากที่เปิดตัวรุ่น -200ER ไปได้ไม่นาน Boeing ก็ได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาเครื่องต่อ โดยขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น และให้ชื่อรุ่นว่า 777-300 ซึ่งได้รับการรับรองในปี 1998

หลังปี 2000 เป็นต้นมา ทาง Boeing ได้ทำการพัฒนาเครื่อง 777 ต่อ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้จะเหลือแค่ General Electric GE90 เป็นเจ้าเดียว รุ่นที่พัฒนาต่อได้แก่ 777-300ER ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2004 และได้กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในช่วงนั้น เพราะขนาดที่ใหญ่และพิสัยการบินที่ไกลมากถึง 14,690 กิโลเมตร (เทียบกับ -300 ที่พิสัย 11,120 กิโลเมตร)

รุ่นถัดมา ซึ่งปัจจุบันเป็นเครื่องบินที่สามารถทำการบินได้ไกลที่สุดในโลก คือ 777-200LR ซึ่งได้ขึ้นบินในปี 2005 และได้ทำการบันทึกลงในหนังสือ Guinness Book ที่ระยะบิน 21,602 กิโลเมตรจากฮ่องกงไปยังลอนดอน โดยเป็นเที่ยวบินพิเศษที่ไม่ได้บรรทุกผู้โดยสาร

ปัจจุบัน เครื่อง 777 ได้ถูกผลิตไปแล้วมากกว่า 1,100 ลำ และประจำการอยู่กับสายการบินยักษ์ใหญ่ต่างๆทั่วโลก โดยสายการบินหลักที่ใช้เครื่องรุ่นนี้ได้แก่ Emirates (108 ลำ), United Airlines (74 ลำ), Air France (64 ลำ), Singapore Airlines (59 ลำ), และ ANA (51 ลำ) ส่วนการบินไทยเองมีใช้งานอยู่ 26 ลำ ถึงแม้ว่า Qantas จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบเครื่อง 777 ด้วย แต่กลับไม่เคยสั่งซื้อเครื่องรุ่นนี้เลย

ในอนาคต เครื่อง 777 ก็จะมีการพัฒนาต่อไปอีก โดยรุ่นที่วางแผนอยู่ได้แก่ 777-8X และ 777-9X ถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อมูลมากนัก แต่ทาง Boeing คาดว่าจะสามารถนำไปใช้บินทางพาณิชย์ได้ภายในปี 2019





เครื่อง 777-200 ลำแรกของการบินไทย ทะเบียน HS-TJA


เครื่อง 777-200 ลำที่สองของการบินไทย ทะเบียน HS-TJB